วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง





ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง
หนังตะลุง หมายถึง คณะมหรสพที่นำตัวหนังซึ่งตัดและแกะจากหนังสัตว์ มาเป็นรูปตัวละครต่างๆตามท้องเรื่องที่จะแสดงมาเชิดบนจอด้านใน โดยใช้แสงสว่างให้เกิดเงาบนจอหนัง หนังตะลุงอีกชนิดหนึ่งคือหนังประโมทัย ในภาคอีสานนั้น ได้รับแบบอย่างมาจากหนังตะลุงภาคใต้ โดยนิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์เป็นหลัก
หนังตะลุงเป็นการละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ที่มีประวัติมาอย่างช้านานและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้หนังตะลุงคนซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังตะลุงซึ่งเป็นบ่อเกิดหนังตะลุงคนเกิดจากหนังตะลุง ดังนั้นนักวิชาการหลายคนได้พยายามศึกษาประวัติความเป็นมาของหนังตะลุงว่าเริ่มขึ้นที่ใดและเมื่อใดแต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ และยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ เกี่ยวกับเรื่องนี้
ธนิต อยู่โพธิ์ (2522 : 1-2) ได้กล่าวถึงความเป็นมาของหนังตะลุงว่า “มหรสพพื้นบ้านที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของชาวไทยสมัยโบราณอีกอย่างหนึ่งคือหนัง ซึ่งเรียกกันภายหลังว่าหนังใหญ่ เพราะมีหนังตะลุงซึ่งเป็นหนังตัวเล็กเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง จึงได้เติมคำเรียกให้แตกต่างกันออกไป”ซึ่งถ้าตีความนี้ก็แสดงว่าหนังตะลุงน่าจะเกิดขึ้นหลังหนังใหญ่ของภาคกลาง แต่เมื่อพิจารณาผลการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการคนอื่น ๆ เข้าประกอบแล้วจะเห็นว่ายังไม่อาจถือเป็นข้อยุติได้นักว่าหนังตะลุงเกิดขึ้นหลังหนังใหญ่ ทั้งนี้เพราะคำว่า “หนังตะลุง” เป็นคำที่เรียกกันในเวลาต่อมา ในสมัยก่อนชาวภาคใต้เรียกการละเล่นแบบนี้ในภาคใต้ว่า “หนัง” หรือบางทีเรียก “หนังควน”
จากหลักฐานเก่าแก่เกี่ยวกับหนังตะลุงที่บ่งชี้ว่า หนังตะลุงเป็นศิลปะการแสดงน่าจะมีต้นกำเนิดที่ภูมิภาคนี้คือที่จังหวัดพัทลุง จากนั้นจึงแพร่หลายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้
สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2508 : 99) ได้ทรงบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่าพวกชาวบ้านควน (มะ) พร้าว แขวงจังหวัดพัทลุงคิดเอาอย่างหนังแจก (ชวา) มาเล่นเป็นเรื่องไทยขึ้นก่อนแล้วจึงแพร่หลายไปที่อื่น ในมณฑลนั้นเรียกว่า “หนังควน” เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) พาเข้ากรุงเทพฯ ได้เล่นถวายตัวที่บางปะอินเป็นที่แรกเมื่อปีชวด พ.ศ.2419
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ (2525 : 180) ได้แสดงทรรศนะไว้ว่าหนังตะลุงเป็นการละเล่นที่ไทยได้รับมาจากชวา โดยกล่าวว่า หนังตะลุงเป็นการละเล่นของชวาที่มีมาก่อน ศตวรรษที่ 11 แล้วแพร่หลายเข้มายังมาลายูและภาคใต้ของไทย โดยที่ชาวมลายูหรือมาเลเซียในปัจจุบันเรียกว่า วายังกุเล็ต (ไทยใช้วายังกุลิต) “วายัง” แปลว่ารูปหรือหุ่น “กุเล็ต” แปลว่าเปลือก หรือหนังสัตว์รูปที่ทำด้วยหนังสัตว์ และตัวหนึ่งที่เข้ามาสู่ประเทศไทยหรือชวาก็ตามจะเห็นว่ามีรูปร่างลักษณะที่ผิดแปลกแตกต่างไปจากมนุษย์ธรรมดา เป็นเพราะความเชื่อของชาวชวานั้นไม่นิยมสร้างรูปคนที่เป็นที่เคารพนับถือ การทำตัวหนังจึงได้สร้างให้มีลักษณะที่ต่างไปจากคนธรรมดา ซึ่งลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในตัวหนังไทยโดยเฉพาะตัวตลก
หนังตะลุงหรือการแสดงหนังเงา มีปรากฏอยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่น อียิปต์ กรีก โรมัน จีนและอินเดีย สำหรับอินเดีย เริ่มมีการแสดงหนังหลังพุทธกาลเล็กน้อย ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็อาจจะได้รับอิทธิพลการแสดงหนังตะลุงมาจากอินเดียก็ได้เนื่องจากการเข้ามาซึ่งการขยายอำนาจทางวัฒนธรรม ศาสนา การค้าขาย เป็นต้น
ตามทรรศนะของนักวิชาการพอจะสรุปได้ว่า หนังตะลุงเป็นการละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ที่มีประวัติสืบต่อกันมาอย่างช้านานแม้นักวิชาการยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าหนังตะลุงเกิดขึ้นมาที่ไหน และเมื่อใดนั้น แต่นักวิชาการต่างเห็นพ้องกันว่าหนังตะลุงเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เก่าแก่อย่างหนึ่งและเป็นการละเล่นที่นิยมกันมากในภาคใต้ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ศิลปหัตถกรรมการแกะรูปหนังตะลุง



ความเป็นมา
งานหัตถกรรม คืองานที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาจากฝีมือและภูมิปัญญา เป็นการแดสงออกถึงความเจริญทางวัฒนธรรม เป็นมรดกที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญทางวัฒนธรรม เป็นมรดกที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ไทย สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาและจิตใจของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี หัตถกรรมเป็นการสนองความต้องการของมนุษย์ โดยมนุษย์ได้ดัดแปลงประดิษฐ์คิดค้นขึ้นจากวัสดุที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามที่มนุษย์ต้องการ ด้วยเหตุนี้หัตถกรรมแทบทุกประเภทจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงในการดำรงชีวิตของมนุษย์แทบทั้งสิ้น ดังที่ วิบูลย์ ลี้สุวรรณ ( 2525 : 34 ) กล่าวไว้ว่า มนุษย์สร้างงานหัตถกรรมขึ้นมาก็เพื่อประโยชน์ใช้สอยทั้งทางกายและทางจิตใจเป็นสำคัญ จากการประดิษฐ์คิดค้นที่กระทำสืบต่อกันมาเป็นเวลานับพันนับร้อยปี ช่วยให้มนุษย์เกิดความชำนาญและเรียนรู้ในการเลือกสรรวัตถุดิบ เรียนรู้ในการปรับปรุงพัฒนารูปแบบของหัตถกรรมประเภทต่าง ๆ ให้สามารถสนองประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้และเมื่อหัตถกรรมนั้น ๆ มีความสมบูรณ์ในการใช้สอยแล้ว ความชำนาญความจัดเจนในกรรมวิธีจะช่วยให้ช่างหรือผู้สร้างงานหัตถกรรมมีความงามและมีคุณค่าทาง “ศิลปะ” เป็นการพัฒนา “หัตถกรรม” ไปสู่ “ศิลปหัตถกรรม” การแกะรูปหนังตะลุงเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีความสัมพันธ์กับบริบทของสังคมทั้งด้านสภาพธรรมชาติและสภาพวัฒนธรรม ภาคใต้เป็นแหล่งหนึ่งที่มีการผลิตงานศิลปหัตถกรรมหลายประเภทในพื้นที่หลายแห่งสืบมาช้านาน “การแกะรูปหนังตะลุง” เป็นงานงานหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงมากอย่างหนึ่งของชาวภาคใต้ที่สืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตควบคู่กับการเล่นหนังตะลุงจนถึงปัจจุบัน
ในอดีตการแกะรูปหนังตะลุง จะทำเฉพาะสำหรับเชิดในการเล่นหนังตะลุงเท่านั้น และ การเล่นหนังตะลุง ก็จะเล่นเรื่องรามเกียรติ์เป็นพื้น ครั้นต่อมานายหนังเลือกเรื่องอื่น ๆ ในวรรณคดีไทยบ้าง ชาดกบ้าง และปรับปรุงเนื้อหาในการแสดงใหม่เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ในแต่ละยุคสมัย เป็นวิวัฒนาการของศิลปะการแสดงที่เคียงคู่ไปกับความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของคนไทย เช่น เรื่องไกรทอง สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ แก้วหน้าม้า กฎแห่งกรรม ต้นรักดอกโศก เป็นต้น แต่ปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ช่างแกะรูปหนังตะลุงได้พัฒนาหันมาแกะรูปหนังในเชิงพาณิชย์ เป็นศิลปะในการตกแต่งอาคารบ้านเรือน ฝาผนังและเพื่อประโยชน์ใช้สอยเบ็ดเตล็ด เป็นต้น ช่างฝีมือพื้นบ้านการแกะรูปหนังตะลุงเป็นภูมิปัญญาของช่างที่มีความรู้ทางศิลปะและวัฒนธรรมเป็นอย่างดีเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และรู้จักใช้จินตนาการในการแกะโดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ นายหนังเป็นช่างแกะรูปหนังเองและช่างแกะรูปหนังเป็นผู้แกะรูปหนังเองโดยเฉพาะ
การแกะรูปหนังตลุง เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของจังหวัดพัทลุง มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตควบคู่กับการเล่นหนังตะลุงในจังหวัดทางภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่ต้องทำด้วยมืออย่างเดียว เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งจะต้องใช้ความรู้ ทักษะ ความชำนาญซึ่งเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลายาวนานและจะต้องมีศิลปะความละเอียดอ่อน ความปราณีต ผู้แกะรูปหนังตะลุงจะต้องมีใจรัก มีจินตนาการที่ดี ต้องศึกษาประวัติความเป็นมาของตัวรูปหนังตะลุงที่จะแกะว่ามีรูปร่างหน้าตาเอกลักษณ์ว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะได้รูปหนังตะลุงตามตัวละครที่สวยงามและมีชีวิตชีวา ตลอดทั้งความเชื่อในการแกะรูปหนังตะลุงที่มีขั้นตอน กรรมวิธีที่ซับซ้อน หลาย ๆ ด้านประกอบกัน การแกะรูปหนังแต่ละตัว แต่ละประเภท ไม่ว่ารูปหนังสำหรับเชิดและรูปหนังที่ใช้ในการประดับตกแต่ง กว่าจะผลิตผลงานออกมาแต่ละชิ้น ต้องอาศัยความรู้ ศิลปะ ความอดทน ความพยายาม ความพิถีพิถัน ทุ่มเทจิตใจและเวลาหลาย ๆ วันของผลงานแต่ละชิ้น เพื่อให้งานออกมาแล้วเหมือนมีชีวิต มีวิญญาณ มีคุณค่าและสอดคล้องกับประเพณี ความเชื่อ ศาสนาและการแต่งกายของท้องถิ่นและสากลนิยมและเป็นงานศิลปหัตถกรรมชิ้นหนึ่งที่ไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน เนื่องจากเป็นงานศิลปะที่ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีในการผลิตเป็นการลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและลดใช้พลังงานน้ำมัน มีการใช้พลังงานทดแทนสามารถช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี